อาการของโรคต้อกระจก
1. มองเห็นภายในลักษณะคล้ายควันหรือหมอกบัง
2. หากปล่อยต้อกระจกทิ้งไว้นาน เลนส์จะสุกเห็นตาดำตรงกลางมีสีขาว ทำให้เกิดโรคแทรกซ้อน มีอาการปวดตาอย่างรุนแรงและลุกลามเป็นต้อหินหรือม่านตาอักเสบถ้ารักษาไม่ทัน อาจสูญเสียการมองเห็นในที่สุด
สาเหตุของโรค
1. การเสื่อมสภาพตามอายุขัย (มักเกิด > 50-60 ปี) อุบัติเหตุ, พิษจากสารเคมี, กรรมพันธุ์
2. ยาบางชนิด เช่น คอติโดสเตอรอยด์
3. โรคตาบางชนิด เช่น ม่านตาอักเสบ, เบาหวานขึ้นตา, เบาหวาน, ต้อหิน, ภาวะแทรกซ้อนระหว่างการผ่าตัดตา
4. แสงแดด แสง X-rays, เกิดตามหลัง ภาวะที่มีท้องร่วงรุนแรง, ภาวะขาดน้ำ, ขาดอาหาร


การรักษาโรคต้อกระจก
     กรณีไม่ผ่าตัด
– ส่วนใหญ่ต้อกระจกในระยะเริ่มแรก อาจแก้สายตาให้มองเห็นดีขึ้นโดยการใส่แว่น, หรือแว่นขยาย ยังไม่พบว่ามียาที่ทำให้เลนส์ตาขุ่นกลับมาใสได้
– ในผู้ป่วยที่เป็นเบาหวาน ควรควบคุมระดับน้ำตาลให้อยู่ในเกณฑ์ใกล้เคียงปกติจะสามารถช่วยชะลอเลนส์ให้ขุ่นช้าลงได้
     กรณีผ่าตัด
– จักษุแพทย์จะพิจารณาจากระยะของเลนส์ตาที่ขุ่น ว่ามากน้อยเพียงใด และพิจารณาจากอาการตามัว ถ้าเป็นอุปสรรคต่อการทำงานหรือกิจวัตรประจำวันก็ควรได้รับการผ่าตัดรักษา
การชะลอการเกิดต้อกระจก
1. ควบคุมอาหารให้สมดุล
2. หลีกเลี่ยงการโดนแสงแดด โดยสวมแว่นกันแดด หลีกเลี่ยงการเกิดอุบัติเหตุที่ตา
การผ่าตัดต้อกระจกมี 2 วิธี คือ การผ่าตัดแบบเปิดแผลกว้างและเย็บแผล การผ่าตัดโดยการสลายต้อกระจกด้วยคลื่นเสียงความถี่สูง (การผ่าตัดทั้ง 2 วิธี ใช้หยอดยาชา และฉีดยาชาก่อนผ่าตัด)
ก่อนการผ่าตัดควรปฏิบัติอย่างไร
1. ผู้ป่วยที่มีโรคประจำตัวให้กินยาตามปกติ ยกเว้นบางรายที่แพทย์แจ้งให้งดก่อนผ่าตัดเช่นยาละลายลิ่มเลือด
2. วันก่อนผ่าตัด ควรสระผมให้สะอาด งดแต่งหน้า
3. ไม่ต้องงดอาหาร (กรณีแพทย์สั่ง)

 

ที่มา: หนังสือพิมพ์บ้านเมือง โดย น.พ.สุรพงศ์ อำพันวงษ์ | ภาพประกอบจากอินเตอร์เน็ต